dot
dot
bulletรู้จักภูเก็ต
bulletแวะร้านคุณแม่จู้
หอการค้าจังหวัดภูเก็ต
อบจ.ภูเก็ต
DinoPark Mini Golf Phuket
ห้างสรรพสินค้าจังซีลอน ภูเก็ต
ภูเก็ตไข่มุก Phuket Pearl
โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
โรงพยาบาลสิริโรจน์
โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
บ้านศิลาชล ระยอง
Touch Star Resort
โรงแรมเมโทรโพลภูเก็ต
โรงแรมเครือกะตะกรุ๊ป
โรงแรมรอยัลพาราไดส์แอนด์สปา
Marina Phuket  Resort
โรงแรม Orchidacea Resort
โรงแรมกะตะธานี
พรทิพย์ ประสบการณ์ใหม่ของความอร่อย


สมรภูมิป่าตอง
สมรภูมิป่าตอง   

 

ยิ้มสู้...สงครามเศรษฐกิจ
 
โดย ปราบ ดร.ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น

เศรษฐกิจป่าตอง ถ้าถามเปรียบเทียบกับในหลาย ๆ เมือง ก็ถือว่ายังโชคดีเพราะตัวเลขที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก็ยังดีกว่าหลาย ๆ เมือง แต่จะคาดหวังอย่างเมื่อก่อนก็ไม่ได้ เนื่องจาก มีปัจจัย คือ ซัพพลายหรืออุปทาน เรื่องของห้องพักที่มากขึ้น เรื่องการแข่งขันทางด้านราคา และแข่งขันด้านอื่น ๆ มากขึ้น ผู้ประกอบการจะได้กำไรน้อยลง ต่อยอดธุรกิจน้อยลง มีการจ้างงานน้อยลง   

ป่าตองเป็นเมืองที่มีทั้งหาดและถนนสายบันเทิง ไม่เหมือนที่อื่นที่มีแค่หาด ในเชิงนันทนาการป่าตองจะได้เปรียบ เศรษฐกิจในภาพรวมก็ยังทรงตัวแต่ไม่เติบโตมาก การก่อสร้างยังมีไม่เยอะมาก มีตึกร้างบ้าง ปลอยให้เช่าเยอะ ผมคิดว่าสภาพเศรษฐกิจจะเกี่ยวพันกันทั้งประเทศ ทั้งธนาคารและสถาบันทางการเงินยังไม่ค่อยสนับสนุน ตัวเลขนักท่องเที่ยวเยอะก็จริง แต่ว่าการใช้จ่ายค่อนข้างน้อยลง  ผลกระทบเรื่องของปัจจัยภายนอก สงครามและภาวะเศรษฐกิจโลกก็ไม่เอื้อ แต่เราได้ลูกค้าที่เป็นระดับกลาง ล่าง เข้ามาเยอะ เราก็มีความเสี่ยงทั้งเรื่องปัจจัยทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะสงคราม แต่เมืองไทยขณะนี้มันได้อยู่อย่างเดียวคือ ความสงบเรียบร้อย แต่ความเชื่อมั่นทางด้านการลงทุน ความเชื่อมั่นในการบริโภค ก็จะกระทบไปหมด แต่ป่าตองก็ยังถือว่ามีศักยภาพมากกว่าหลาย ๆ ที่ ในป่าตองเราจะเห็นสภาพที่ถดถอยลงของการบริโภคของนักท่องเที่ยว การจัดระเบียบสถานบันเทิง เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีระบบระเบียบมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น ทำให้สิ่งที่เคยทำได้มันก็ทำไม่ได้ ก็ทำอยู่ในกรอบกันมากขึ้น ข้อดีก็อาจจะใช้เวลาหน่อย ข้อเสียคือ คนหาเช้ากินค่ำต้องใช้เงินหมุน อาจจะไม่ได้เลย หรือ อาจต้องหางานทำเพิ่ม เศรษฐกิจป่าตองก็ซบเซาลงเพราะลูกค้าใช้จ่ายน้อยลง

ปัญหาคือ ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในเขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวนานาชาติอย่างป่าตอง เรื่องเปิดสถานบันเทิงได้ถึง 4 นาฬิกา ก็ยังเงียบไป ยังไม่ชัดเจน นั่นคือความไม่เสถียรภาพของการบังคับใช้กฎหมาย บางวัน ตี 1 บางวันตี 1 สิบห้า บางวันตี 2 แล้วแต่ว่าฝนตกหรือไม่ตก ถ้าวันไหนฝนตกก็อาจจะเปิดได้เลยเวลาออกไปอีกหน่อย ถึงแม้จะมีเวลาตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่เวลาก็ยังไม่นิ่งในการส่งเจ้าหน้าที่มาปิด ในเชิงของผู้ลงทุนในเมื่อกฎหมายไม่มีความแน่นอน ณ วันนี้ก็ไม่มีใครกล้ามาลงทุน    บางคนจะเห็นว่าสถานบันเทิงปิดดึกในบางคืนที่ฝนตก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แค่พนักงานก็ไปรวมตัวกันเพื่อรอสแกนนิ้วกลับบ้านในระหว่างทีรอฝนหยุดก็มี บางทีบางแห่งมีจ้างงานสต๊าฟปาร์ตี้ ก็ปิดช้าไปบ้างก็มี เศรษฐกิจที่ป่าตองก็ยังแค่ทรง ๆ 

ค่าเช่าร้านในป่าตองปัจจุบันก็ถูกลงและไม่มีค่าเซ้ง จ่ายค่าเช่ารายเดือน หน้าโลว์อาจจะเก็บครึ่งเดียวด้วย รายได้ในภาพรวมตกลงมา 25-30% ถ้าปิดสถานบันเทิง ตี1 การกระจายรายได้ในป่าตองจะหายไปคืนละ ประมาณ 50 ล้านบาท ถ้าเวลาในการเปิดให้บริการน้อยลง แรงงานต่าง ๆ  จะมีรายได้ก็น้อยลงไปด้วย พนักงานทำความสะอาด พนักงานเสริฟ มอร์เตอร์ไซค์รับจ้าง เขาจะไม่ได้ทิป ซึ่งทิปอาจจะได้เฉลี่ยวันละ 200 บาท ประมาณคนละ 6,000 บาท ต่อเดือน จะเป็นรายได้หลักของคนกลุ่มรากหญ้า เขาจะมีข้าวกิน มีเงินไปส่งลูกเรียน 
ถ้ากฎหมายออกมาชัดเจนว่าปิดตี 1 ไม่สามารถเอื้ออำนวยได้     กลุ่มธุรกิจ SME เขาต้องปรับตัว เจ้าของกิจการเขาก็ต้องปรับตัว คนที่ไปก็คือรากหญ้า แรงงาน เด็กเสริฟ บาร์เทนเดอร์ เจ้าของกิจการเขาต้องให้ทยอยออกจากงาน     การจ้างงานแทบไม่มีการขยายตัว ส่วนรากหญ้าที่เคยได้ทิปก็จะขาดรายได้ ผู้เช่าอาจจะปรับตัว เปิด 1 ทุ่ม เลิกตี 1 คนที่ทำงาน 2 กะ จะเหลือแค่ 1 กะ คนที่จะตกงานทันทีก็จะมีประมาณ 5,000 คน ส่วนผู้ประกอบการ ผู้ให้เช่า คนบริหารเรื่องพื้นที่ก็จะกระทบเป็นลูกโซ่   

ภาครัฐมีความจริงจังให้ป่าตองเป็นเมืองท่องเที่ยวไหม   หรือว่าแค่อยากให้เป็น ทุกวันนี้กฎหมายที่ออกมาเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างในการทุจริตได้ ก็ไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกคน แต่มีช่องว่างของกฎหมายในการเรียกรับผลประโยชน์ มีการเอื้อประโยชน์กัน  

“ยิ่งตอนนี้มีกระแสข่าว ในการคืนตั๋ว ผมว่ามันก็ผิดรูปผิดแบบอยู่นะครับ ส่วนการจะมีตั๋วไหม อันนี้ผมก็ไม่ทราบ
แล้วแต่ว่าแต่ละธุรกิจแต่ละคนจะมีผลประโยชน์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นข่าวที่คุยกันไปเรื่อย”

ความขัดแย้งในพื้นที่ ความขัดแย้งส่วนตัว ความไม่ประทับใจในบางส่วน จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม  เราต้องพิจารณากันหลาย ๆ ส่วน เราต้องคิดว่า อันไหนเราไม่พอใจกันเรื่องส่วนตัว อันไหนที่เป็นเรื่องขัดแย้ง เราต้องแยกให้ออกว่ามันจะไปเกี่ยวกับคนนับพันนับแสนหรือไม่ ต้องรู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ทั้งเรื่องการบริโภคประเทศ จีดีพีประเทศ การกระจายรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ  มันก็ต้องคิดเยอะ ๆ 

การทำตามกฎหมายว่าปิดสถานบันเทิงเวลาตีหนึ่ง  แต่ยังมีเจ้าหน้าที่มาตรวจมาควบคุม แบบนั้นยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ที่สงสารก็สงสารคนที่ทำงานด้านบริการ ด้านแรงงานมากกว่า ส่วนเจ้าของกิจการอย่างมากก็แค่ปรับตัว ไม่ลงทุนเพิ่ม อาจจะขาดทุนบ้าง เมื่อธุรกิจล้ม คนที่ล้มคนแรกคือกลุ่มคนรากหญ้า คนจะตกงาน   คนเหล่านี้พอตกงานพวกเขาจะไปทำอะไรกัน มันก็จะเกิดปัญหาสังคมตามมาเป็นธรรมดา มันก็เป็นเหมือนสงครามทางเศรษฐกิจ

เมื่อธุรกิจมันไม่มีการขยายไปตามที่มันควรจะเป็น  มันก็ต้องมาแข่งกันเอง ยิ่งแข่งกันมาก ๆ รายเล็ก ๆ บาร์เล็ก ร้านเล็ก  ก็ต้องรับกรรมต่อไป โลกแห่งทุนนิยมมันจะเลวร้ายรุนแรงตรงนี้ ใครทุนเล็กกว่า มีเงินน้อยกว่า หรือใครที่มีลูกจ้าง 5-10 คน ก็จะล้มจากไปก่อน  รายใหญ่ ๆ จะปรับตัวได้ เขาอาจจะไปทำธุรกิจใหม่ได้ เขาก็ทำตามกฎหมายได้ ปรับตัวได้ เขาไม่สนใจว่าภาครัฐจะเอื้อหรือไม่เอื้อเรื่องเวลา จะยังไงก็ได้ แต่การที่ป่าตองเป็นเมืองท่องเที่ยว ถ้ามีการ อลุ้มอล่วย กันได้บ้าง ในเรื่องเวลาเปิดปิดสถานบันเทิง ก็จะเป็นไปเพื่อเศรษฐกิจของชาติ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ที่ป่าตองมันไม่ได้มาจากคนไทย มันก็เหมือนกับเราส่งออก แต่เป็นการส่งออกที่นักท่องเที่ยวเขาหิ้วเงินมาใช้บริการการท่องเที่ยวที่นี่เลย ดังนั้นถ้าดูแล้ว  ถ้าต่อเวลาให้เขาเปิดได้อีกสักหน่อย ธุรกิจมันก็คงไปต่อได้

ป่าตองก็น่าเสียดายที่เศรษฐกิจจะแค่ทรงตัวและไปเรื่อย ๆ ในเชิงของนักลงทุน และผู้ประกอบการ
คิดว่าภาครัฐต้องทำ 3 อย่าง คือ 
1)  ปฏิรูปกฎหมาย  
2)  กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น   
3)  ปฏิรูปการศึกษา 

1) การปฏิรูปกฎหมาย
ต้องแก้กฎหมาย ทำเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ การปฏิรูป ทั้งตัวบทกฎหมาย ทั้งตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาผมก็เฝ้ามอง อย่างเรื่องตำรวจก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่สำคัญในการปฏิรูป ที่สำคัญอยากให้เอื้ออำนวยให้ยืดเวลาปิดสถานบันเทิงที่ป่าตองออกไป ขอความชัดเจนทางกฎหมาย 
ป่าตองไม่ใช่ว่ามีปัญหาเฉพาะเรื่องกฎหมาย ยังมีเรื่องอื่น ๆ  เรื่องต้นทุนสินค้า เช่น เครื่องดื่ม สูงขึ้น  เรื่องสภาวะอากาศ เรื่องแรงงาน ทำให้ต้องปรับตัว เพราะกำไรก็ได้น้อยลง ไม่มีใครอยากลงทุนเพิ่ม หากความมั่นใจทางด้านเศรษฐกิจในเมืองป่าตองยังถดถอยลง ถ้าเป็นในระยะยาว เราจะเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่การแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมือง

2) การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
    รัฐบาลในส่วนกลางอาจจะกระจายอำนาจลงมาให้ภูเก็ตบริหารเองได้ไหม   กระจายอำนาจลงมาให้บริหารเอง รวมทั้งเรื่องงบประมาณด้วย ถ้าไม่กระจายลงมามันก็ยากที่จะสร้างความเป็นตัวตนในบริบทของพื้นที่ 
   อย่างเช่น ECC เศรษฐกิจพิเศษในภาคตะวันออก ที่เป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรม ที่ถูกพัฒนาร่วมกัน กฎหมายมันก็ต้องเอื้อและเหมาะสมกับแต่ละเมือง ซึ่งแต่ละเมืองก็ไม่เหมือนกัน บางเมืองเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย บางเมืองเป็นแหล่งวัฒน ธรรม ซึ่งบางเมืองต้องรักษาไว้ แต่ป่าตองเป็นเมืองนันทนาการ เป็นเมืองที่มีความหลากหลายให้นักท่องเที่ยว ภูเก็ต เป็นเมืองที่ได้รับการพัฒนาสามารถสร้างความหลากหลายได้หลายรูปแบบ อาจจะมี 3 เมือง หรือ 5 เมือง ที่เป็นนันทนาการและธรรมชาติด้วย แล้วอีกหลายเมืองก็เป็นเมืองอนุรักษ์วัฒนธรรม นี่คือความหลากหลายของการท่องเที่ยว

3) การปฏิรูปการศึกษา 
  เป็นสิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องพัฒนาคนให้มีความรู้ ปฏิรูปการศึกษาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำเรื่องการศึกษาในวันนี้ เพื่อจะได้มีผลที่ดีและคุ้มค่าไปถึงอีก 20 ปีข้างหน้า เมื่อคนมีความรู้ ก็จะมีความสามารถในการทำงาน และสร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และลดปัญหาสังคม อย่างปัญหายาเสพติดและปัญหาครอบคัว รวมถึงปัญหาความยากจน ถ้าภาครัฐทำให้คนมีการศึกษาที่ดีไม่ได้ ทำให้คนเป็นคนชั้นกลางไม่ได้ ถ้ารัฐบาลทำให้พวกเขาเป็นปัจเจกบุคคลที่มีความคิด มีความรู้ไม่ได้ อาจเรียกว่า ไม่สามารถพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจเลย

ภาครัฐก็ต้องมีความจริงจังที่จะอยากให้มีการลงทุน ในภาคธุรกิจ เพื่อให้  ป่าตองเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ เป็นเมืองที่มีโซนนิ่งพิเศษได้รับการยกเว้นในบางเรื่องที่ไม่เอื้อต่อบริบทของเมืองป่าตอง ซึ่ง มีบริบทเชิงนันทนาการ ทันสมัย ปลอดภัย สวยงาม สะอาด เหมือนกับฮ่องกง หรือ สิงคโปร์ มีทั้งทะเลและสถานบันเทิง มีความประทับใจหลาย ๆ ด้าน  

ภาครัฐต้องยอมรับว่าธุรกิจการบริการในป่าตองใช้พื้นที่น้อยแต่ได้เงินเยอะ มีการจ้างงานคนก็มาก มีการกระจายแรงงาน กระจายรายได้ มีการนำเม็ดเงินเข้ามาช่วยเศรษฐกิจประเทศ จำนวนมาก สร้างรายได้เป็นแสนล้าน ประเทศเรา ต้องแข่งกับการสร้างรายได้ของโลกนี้  เราต้องสร้างป่าตองให้เป็นที่รักของคนบนโลกนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ เพราะเรามียุทธศาสตร์ที่ดี มีบุคลากรที่ดี น่ารัก มีเซอร์วิสไมด์ มีรอยยิ้ม ในภูมิภาคอาเซียน ไม่มีใครเทียบเท่าประเทศไทยได้เลย ใคร ๆ ก็อยากมาเมืองไทย ใคร ๆ ก็อยากมาภูเก็ต และใครๆ ก็อยากมา ป่าตอง เพราะที่ป่าตองทั้งสวยงาม ทั้งสนุก สะอาด ปลอดภัย และน่าอยู่

แต่เนื่องกฎหมายไม่เอื้อเรื่องเวลา เจ้าหน้าที่ไม่เอื้อ มีช่องว่างทางกฎหมาย ก็จะทำให้เสียหายต่อภาคเศรษฐกิจนับพัน ๆ แสน ๆ ล้าน ของประเทศแน่นอน แค่ที่ บางลา ที่เดียวก็จะกระทบเป็นหมื่นล้านแล้วถ้าภาครัฐยังไม่รีบพิจารณา ถึงความเป็นเมืองนานาชาติ  อย่าบอกให้เราแข่งกันเองเรื่องคุณงามความดี เรากำลังแข่งกับฮ่องกง สิงคโปร์ แข่งกับบาหลี หรือมาเลเซีย ไม่ใช่ว่าป่าตองไปแข่งกับกะรน แข่งกับราไวย์  ในสงครามเศรษฐกิจทุกวันนี้เราต้องเปิดฉากรบกับสิงคโปร์ มาเก๊า ฮ่องกง เราต้องดูดนักท่องเที่ยวมาให้มาก เพราะคนไทยเรา ไม่เหมือนคนสิงคโปร์ ไม่เหมือนคนมาเลเซีย หน้าตาเราก็น่ารัก วัฒนธรรมเราก็ดี เราเป็นเมืองพุทธ เรายิ้มสวยมาก เราต้องเป็นไทยแลนด์ 4.0 แบบนี้

ทุกวันนี้ ผมว่าเศรษฐกิจภาพรวม ที่ป่าตอง เฉพาะถนนหนึ่งเส้น ถนนบางลา   เสียหายไปแล้ว น่าจะประมาณ 5,000 ล้านบาท /หนึ่งเดือน   ถ้ายังเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนหน้าไฮซีซั่น ก็น่าจะนับหมื่นล้าน   ป่าตองนี่ถึงจะเป็นแค่เมืองขนาดเล็ก ๆ แต่เมื่อเกิดเหตุอะไรแล้ว จะกระทบมหาศาล แค่เรื่องเวลาปิดสถานบันเทิง ประเทศไทยก็จะสูญเสียรายได้จำนวนมาก ศักยภาพในการเพิ่มรายได้ หรือจีดีพีประเทศก็จะน้อยลงไป จะต้องมีการปฏิรูปอย่างจริงจังในเรื่องของเมืองเศรษฐกิจ

กฎหมายเรื่องการเปิดปิดสถานบันเทิงที่ป่าตอง นี่มันแก้แค่ตัวเลข กับดูผลกระทบ ว่ามันมีผลกระทบต่อสังคมไหม ถ้าดูแล้วมันไม่กระทบต่อสังคม มันจะคุ้มค่า แล้วเราก็มาบริหารโดยจัดระเบียบเมือง ให้สวยงาม ปลอดภัย  ยิ่งมีเงินลงทุนด้วยยิ่งดี   เมื่อเศรษฐกิจดี สังคมก็จะดี เมืองก็จะสวย และปลอดภัยดี โดยที่ภาครัฐต้องลงทุนในสาธารณูปโภคให้ดีกว่านี้มันก็จะดีมาก ป่าตองก็จะเป็นเมืองต้นแบบ 

ถ้าบางลาเป็นโซนนิ่งพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวได้  ความเชื่อมั่นในการลงทุนจะกลับมา 
ป่าตองควรได้รับการยกเว้นเพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลเองก็คงทราบว่า ที่ เมืองป่าตอง ถนนบางลา ทำไมความเหมาะสมต้องปิดที่เวลา ตี 4 และทำไมถึงต้องปฏิรูป ทั้ง กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม องค์กรตำรวจ  องคกรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบราชการ ทำไมต้องมีการกระจายอำนาจลงมาสู่ท้องถิ่น ทำไมต้องปฏิรูปการศึกษาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้างบประมาณน้อย จะทำเมืองท่องเที่ยวให้สวยงามด้วยปลอดภัยด้วยมันก็จะเป็นเรื่องยาก  เพื่อป่าตองจะได้พัฒนาได้ ทำวันนี้ เพื่อจะได้มีผลที่ดีและคุ้มค่าไปถึงอีก 20 ปีข้างหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีเองผมก็เข้าใจนะครับว่าท่านอยากจะปฏิรูป ปรับเปลี่ยน ประเทศไทย เปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ และคนในประเทศชาติ แต่มันก็เปลี่ยนกันไม่ได้ง่าย ๆ  ผมรู้ว่าท่านกำลังต่อสู้กับระบบอุปถัมภ์ของประเทศนี้
 
ผมทราบครับว่า มันยาก
 
ผมเอาใจช่วยครับ เพราะ ผมเข้าใจ 
 



บทความ โดย ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น

ดุลยภาพแห่งการสมยอม
ปัญหาไลฟ์การ์ดภูเก็ต



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล