dot
dot
bulletรู้จักภูเก็ต
bulletแวะร้านคุณแม่จู้
หอการค้าจังหวัดภูเก็ต
อบจ.ภูเก็ต
DinoPark Mini Golf Phuket
ห้างสรรพสินค้าจังซีลอน ภูเก็ต
ภูเก็ตไข่มุก Phuket Pearl
โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
โรงพยาบาลสิริโรจน์
โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
บ้านศิลาชล ระยอง
Touch Star Resort
โรงแรมเมโทรโพลภูเก็ต
โรงแรมเครือกะตะกรุ๊ป
โรงแรมรอยัลพาราไดส์แอนด์สปา
Marina Phuket  Resort
โรงแรม Orchidacea Resort
โรงแรมกะตะธานี
พรทิพย์ ประสบการณ์ใหม่ของความอร่อย


เขาถามกันว่าทำไมผมไม่เล่นการเมือง

เขาถามกันว่าทำไมผมไม่เล่นการเมือง?

มีเหตุผล 2 แบบ คือ ส่วนตัว และส่วนรวม
 
 
 
 
ดร.ปรีชาวุฒิ  กี่สิ้น ผู้บริหารบริษัทในเครือ พิโซน่ากรุ๊ป จำกัด
-------------------------------------------------------------------------------
 
ทำไม ผมไม่เล่นการเมือง
มีเหตุผล 2 แบบ คือ 
ส่วนตัว และ ส่วนรวม

1. เหตุผลส่วนตัว  ผมเป็นนักกิจกรรม ตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นหัวหน้ากลุ่มกิจกรรม เป็นหัวหน้าห้อง เป็นเลขาองค์การนิสิตสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เคยสร้างเครือข่ายนักเรียนในต่างประเทศ ชอบทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งเรื่องกีฬาและดนตรี ตั้งแต่สมัยประถม มัธยมเลย 
ถ้าพูดถึงในเหตุผลส่วนตัวผมชอบทำกิจกรรม ชอบทำอะไรที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะกิจกรรมที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การให้ความรู้คน ให้ความรู้ในการใช้ชีวิต 

ผมมองการเมืองในเชิงของการทำกิจกรรม การทำกิจกรรมก็เป็นเหมือนการเมือง เพียงแต่การทำกิจกรรมมันจะไม่เกี่ยวกับงบประมาณหรือภาษี การทำกิจกรรมเป็นการบำเพ็ญประโยชน์โดยที่ไม่ต้องการอะไร แต่ผมมีจิตใจไปในทางสังคมมากกว่า ชอบทำกิจกรรมภาคประชาชนมากกว่า ซึ่งเป็นการเมืองอยู่แล้ว แต่เป็นการเมืองแบบสร้างสรรค์ คือไม่ต้องการผลประโยชน์ในเชิงของตัวเลข แต่ต้องการผลประโยชน์โดยให้สังคมนั้นน่าอยู่ขึ้น ผมมองตัวผมเองว่าถ้าต้องอยู่ในระบบซึ่งหมายถึงการเมือง คือการเมืองมันต้องอยู่ในระบบระเบียบเยอะ ซึ่งผมเองจะเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรที่มีกฎเกณฑ์เยอะ 

แต่ผมเองชอบในการรักษากฎหมายรักษาระเบียบด้วย แต่ผมก็ชอบออกนอกกรอบ ไม่ชอบกฎหมายหลาย ๆ ข้อ เช่น ฝั่งผู้มีอำนาจ ฝั่งผู้นำออกกฎหมายหลาย ๆ อย่างที่ไม่ยุติธรรมและไม่ช่วยเหลือชาวรากหญ้าและผู้ที่ด้อยโอกาสจริง ๆ  ออกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการกระจายรายได้ ไม่เอื้อต่อการกระจายอำนาจ 

ฉะนั้น การทำกิจกรรมของผมในเชิงบำเพ็ญประโยชน์ ถือว่า เป็นการเมืองอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่การเมืองที่ต้องไปเลือกตั้ง หรือพวกที่ต้องไปใช้งบประมาณหลวง หรือไปแก้กฎหมาย ผมอยากจะแก้จากการทำกิจกรรม แก้จากความคิดของมนุษย์ก่อน ถ้าความคิดมนุษย์เปลี่ยนไป พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนไป ต้องการพัฒนา ต้องการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น เขาก็จะผลักดันส่วนนี้ไปสู่ส่วนของการเมืองได้ 

ผมชอบให้มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงการเมือง ให้มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาจิตใจ พัฒนาความคิด แล้วเขาจะเดินทางได้ถูก เลือกคนได้ถูก ถ้าเขารู้จักทำมาหากินได้ ถ้าเขาเลี้ยงตัวเองได้ เขาจะคิดถึงเรื่องส่วนรวมมากขึ้น ถ้าเขาพัฒนาเศรษฐกิจชองตัวเองได้ สามารถทำสังคมของตัวเองให้ดีได้ การเมืองย่อมดีแน่นอน ไม่ว่าการเมืองประเภทนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะจริง ๆ แล้ว บ้านเราก็ไม่มีอะไรเลวร้าย ประเทศของเราก็พัฒนามานาน อาจจะช้าไปบ้าง ไม่ตรงรูปตรงรอยบ้าง อาจจะมีเผด็จการบ้าง มีการยึดอำนาจบ้าง มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ถึงจะดูแล้วไม่มีมาตรฐานไปบ้าง  แต่เราก็ไปได้ เราก็อยู่รอดได้ มันจะแข็งแรงในเชิงสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ นี่คือจุดแข็งของไทย ถ้าเราพัฒนาตรงนี้ให้ดีขึ้นไปอีก ก็จะดีขึ้นมีการพัฒนาไปตามบริบทของโลก ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

ตัวผมเองชอบอิสระสูง ชอบสังสรรค์เฮฮา ปาร์ตี้ ไม่ชอบตื่นเช้า ชอบพบปะพูดคุยกับผู้คน ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ชอบเรียนรู้จากคนใหม่ ๆ สิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่ต้องทำให้ผมต้องตื่น 8 โมงเช้า และทำงานเลิก 4 โมงเย็น ผมไม่ชอบถูกตีกรอบ ผมคิดว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่พระเจ้ามอบให้ เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ ถ้าผมสามารถควบคุมเวลาได้จากการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องมีใครมาบีบบังคับ หรือไม่ต้องมีกฎเกณฑ์อะไรมาบังคับ ผมว่าผมมีความสุขมากกว่า ที่จะอยู่ในกรอบของระบบรัฐหรือราชการ

ในเหตุผลส่วนตัวที่ผมไม่เล่นการเมือง ก็มีเหตุผล 2 ข้อนั่นคือ หนึ่ง ผมคิดว่าผมทำการเมืองอยู่แล้วในเชิงกิจ กรรม ข้อสอง  ผมมองว่าพฤติกรรมส่วนตัวของผม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต หรือชีวิตการงานของผม มันไม่เหมาะกับการอยู่ในระบบราชการ

2. เหตุผลในส่วนรวม   คือ  การเมือง เป็นเรื่องของการบริหารผลประโยชน์ระหว่างรัฐ เอกชน ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ใครก็ตามที่สามารถบริหารบ้านเมือง ที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นหลัก เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนในชาติเป็นหลัก และสามารถปรับตัวเข้ากับการเมืองระดับโลกได้ เป็นที่ยอมรับของชาวโลกได้ รักษาสันติภาพได้ รักษาเสรีภาพ รักษาสิทธิมนุษยชนได้ รักษาดุลยภาพ เหล่านี้ คือ การ เมือง ที่ดีที่สุดในจินตนาการของผม 

การที่ใครก็ตามใช้การเมืองนั้นจะมาแก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาสังคมเศรษฐกิจ ก็ยังไม่เท่ากับการรักษาดุลยภาพของกลุ่มคนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของประเทศให้มีความสุขได้ 

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีเสรีภาพจ๋า ไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตยทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยสุด ๆ อย่างเช่น ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งไปทุกเรื่อง เลือกตั้งนายอำเภอ เลือกตั้งโน่นนี่นั่น ทุกอย่างก็ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งผ่านประชาชนหมด 

ถ้ามีประชาธิปไตยแบบไม่ยอมกัน ไม่เคารพสิทธิกันประชาธิปไตยก็ไม่มีประโยชน์ คุณจะชนะได้อย่างไร เมื่อ สมมติว่า นาย ก. ได้ 30  % นาย ข. ได้ 20 % นาย ค. ได้ 20 % นาย ง.ได้ 20 % นาย ฉ. ได้ 10 % รวมกันคนที่ได้ 30 % คือคนที่ได้ไปเป็นตัวแทน แล้ว อีก 70 % ที่ไม่เลือกคุณ คืออะไร มันคือ 70 % เขาไม่ได้เลือกคุณ แบบนี้มันเป็นประชาธิปไตยแบบเลือกหัวหน้าห้อง เป็นประชาธิปไตยแปลก ๆ  
แล้วประชาธิปไตยคืออะไร มันคือตัวแทนของคน 30 % บนพื้นที่นั้นหรืออย่างไร 

ทุกวันนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตย ที่มีกันอยู่นี่มันเป็นระบบที่แท้จริงหรือเปล่า มันคือตัวแทนของเสียงส่วนใหญ่ สมมติว่ามันมีคนลง 10 คน ผลการเลือกตั้ง คน 8 คน ได้แค่คนละ 10 % คนชนะได้ 11% คนสุดท้ายได้ 9 %  นี่หรือคือประชาธิปไตย แล้วถ้าเป็นแบบนี้ทั้งประเทศจะทำอย่างไร 
 
คุณก็เป็นตัวแทนแค่คน 11%  อีก 89 % เขาไม่เลือกคุณ

การเมืองในประเทศไทยจึงต้องคิดให้ดี คิดให้เป็น คิดให้มาก คิดให้ออกว่าอะไรที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศจริงๆ แต่ที่สำคัญมันไม่มีความสุขอะไร ที่จะสำคัญไปกว่า การที่รู้ว่า มันไม่ใช่แค่การแพ้ ชนะ มันคือการยอมรับ และการยอมรับนั้น คือ การรอคอย และการรอคอยนั้น ไม่ใช่ว่า ฉันไม่ยอมรับ ฉันต้องไปบนถนน ไปปิดถนน ไปรบกวนสิทธิคนอื่น ไปละเมิดสิทธิคนอื่น ไปทำโน่นทำนี่ ก็เกิดความแตกแยก ตราบใดที่คนไม่ยอมรับกัน มันก็เกิดความวุ่นวาย ระบบอะไรที่มีการใช้กำลังเข้ามา มันจะไม่มีความสุข ทุกวันนี้ประเทศไทยเหมือนคนไทยถูกเอาปืนมาจ่อแล้วบอกให้เป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งคนที่เอาปืนมาจ่อนั้นทำตามกฎหมาย หรือยัง แต่ในทางกลับกัน ถ้าไม่เอาปืนมาจ่อ ก็ทะเลาะกันตาย

เรื่องมันเป็นแบบนี้ ถ้าผมไปลงการเมือง ที่มันไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน หรือการเมืองแบบบำเพ็ญประโยชน์ ก็จะไม่มีความสุข เพราะผมไม่ได้เชื่อในระบบนี้ ว่า จะได้คนมาเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง 

นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมมองการเมืองในประเทศไทย แต่ผมเป็นคนที่ยอมรับ ผมไม่แนะนำให้ใครไปเป่านกหวีด ผมไม่แนะนำให้ใครไปประท้วงไปทำลายของราชการ ถ้าคนสัก 40 ล้านคนออกไปประท้วงผมยอมรับได้ แต่คนแค่ล้านคนออกไปประท้วง ผมไม่ยอมรับว่าคุณคือตัวแทนคนทั้งประเทศ ทุกคนอ้างประชาชนหมด ขอถามว่า ถ้าคุณจะชนะ ทำไมคุณไม่ทำให้ประชาชนเลือกคุณให้เกิน 50 % นี่คือหลักการที่ผมว่าเราต้องพัฒนาต่อไป

ผมก็เลยคิดว่าการเมืองปกตินี่มันไม่เหมาะกับผม ผมอยากทำอะไรที่ไม่ต้องไปยุ่งกับภาษีประชาชน แบบที่ทุกคนมีจิตใจเสียสละเพื่อชาติ ผมคิดแบบนี้ ผมก็อยากให้ครอบครัว ลูกน้อง คนรอบตัวของผมคิดแบบนี้ ในการบำเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสกว่า 
 
รัฐที่เกี่ยวกับการเมืองไม่ควรไปยุ่งกับประชาชนมาก ถ้าคุณยังคิดว่าที่นี่คือเสรีประชาธิปไตย การออกกฎหมายใด ๆ กฎหมายคืออำนาจ การจะใช้อำนาจ การผ่านกฎหมายคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ในการที่จะไปลดทอนการมีกินมีใช้และโอกาสของประชาชน ผมยังเห็นว่าการออกกฎหมายในประเทศไทยยังต้องปรับปรุงอีกมาก แม้แต่วิธีการเลือกตั้งก็ต้องปรับปรุง ให้เห็นกันเลยว่าคนส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ ถ้าเอาเสียงส่วนใหญ่ในกลุ่มนั้นมันก็เป็นแค่นี้ 

สำหรับผมเองแล้วผมอยากเห็นภาพคนส่วนใหญ่จริง ๆ  ไม่ใช่เอามาผสมกัน กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพื่ออ้างตัวเป็นคนกลุ่มใหญ่ นั่นคือ ระบบรัฐสภา แต่ผมว่าประเทศไทย จริง ๆ แล้ว ก็ยังคงต้องใช้ระบบนี้ไป เพราะยังเป็นพวกมึง พวกกู พวกใครพวกมันอยู่ มันยังไม่เป็นระบบที่เป็นเสรีภาพจริง ๆ ยังเป็นระบบพรรคพวก ระบบอุปถัมภ์ ระบบเจ้าขุนมูลนาย 

ผมยังเห็นชนชั้น และ ศักดินาอยู่ ในประเทศไทย ผมยังเห็นความรวยชนะความเป็นธรรม ผมยังเห็นอำนาจในทางปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ผมยังเห็นว่าประเทศเรายังเป็นอำนาจนิยม ใครมีอำนาจ คนนั้นก็ได้บริหารประเทศ ใครมีอำนาจที่มาจากทางผิด ๆ ใช้อำนาจใช้กำลัง แล้วมาปกครองประเทศ ผมยังเห็นคนนิยมอยู่  ถ้าเป็นผมวันเดียวผมก็ไม่ยอม แต่ผมคนเดียวทำไม่ได้  มันเป็นเกมในการบริหารประเทศ 

ถามผมว่าพอใจไหมก็ตอบได้ว่า ไม่พอใจ  หนึ่งเสียงของผมมีค่า ผมจะไม่ยอมให้ หนึ่งเสียงของผม ไม่มีค่า  แต่ทุกวันนี้จำเป็นต้องยอม เพราะมีการใช้อำนาจ กฎหมาย และกระสุนปืน มาบังคับใช้ ผมไม่อยากให้คนไทยนิยมชมชอบใน อำนาจ  ผมอยากให้คนไทยเคารพตัวเอง อยากให้ทุกคนเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะมาจากภาคประชาชน หรือภาคราชการ ไม่มีระบบศักดินา ไม่มีระบบชนชั้น  คนที่มีอำนาจต้องเคารพประชาชนให้มาก 

ผมจึงยังไม่เหมาะกับการเข้าไปเล่นการเมือง เพราะมันไม่ใช่การเมือง ตามจินตนาการของผม  แต่ผมไม่ใช่บุคคลที่จะสร้างความวุ่นวาย ผมเป็นคนที่เคารพกฎหมาย  ทำให้สังคมเป็นระเบียบเรียบร้อย และช่วยเหลือสังคมให้มากที่สุด นี่เป็นแนวทางของผม ใน 2 แนวคิด ในเชิงส่วนตัว และ ส่วนรวม ในการมอง นี่เป็น 2 สาเหตุใหญ่ ๆ ที่ผมคิดว่า “ตัวผมเองไม่เหมาะสม”
 
 
รวบรวมโดย  นันทิกร ไทยเจริญ



ป่าตองเข้มแข็ง

ทัวร์จีนลดกระทบท่องเที่ยวภูเก็ต
ป่าตองเมืองท่องเที่ยวสะอาดปลอดภัย
เป็นคนป่าตองไหม? คนป่าตองควรให้อะไรแก่สังคมบ้าง?
สร้างภูเก็ตให้เป็นสังคมน่าอยู่ด้วย CSR
4ปี คสช ท่องเที่ยวภูเก็ต สงบ แต่ ซบเซา
ยกป่าตองให้เป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ
เหลียวหลัง แลหน้า เศรษฐกิจป่าตอง
คุ้มไหม อุโมงค์ป่าตอง ?
ปัญหาไลฟ์การ์ดภูเก็ต
ดุลยภาพแห่งการสมยอม
สมรภูมิป่าตอง
ปราบปัญหายาเสพติดแก้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล